Short Fiction
posted on 02 Sep 2008 03:14 by shakuhashiCouples Collection Project
No.1
Title: The World They Live In (그들이 사는 세상)
Auther: Shakuhashi
Couple: Ximin
Rating: PG-13
Genre: AU
Status: WIP
A/N: Some different of the same thing.
คำเตือน : เรื่องแรกในโปรเจคมหากาพ10เรื่อง10คู่ของเรา (ปาดเหงื่อ"^^") มันแปลกค่ะ แปลกทั้งเนื้อเรื่อง ทั้งคู่ ตั้งสติให้ดีก่อนอ่าน แต่อยากให้ลองอ่านกัน เราแต่งเป็นแนวผสมผสานกลิ่นอายระหว่างบทละครกับนิยาย ลิเกนิดๆ รั่วหน่อยๆ แปลกตา ถือซะว่าลองรสชาติใหม่ๆของฟิคอีกแนวนึงแล้วกันนะค่ะ เพราะเราเพิ่งเคยแต่วแนวนี้เหมือนกัน แฮะๆ ยิ่งคู่นี้ อืม...แทบไม่เคยเห็นเลย
เอาล่ะ ถ้าพร้อมแล้วก็เชิญชมค่ะ
-----------------------------------------------------------------------
ACT I
PROLOGUE
“It followed from the special theory of relativity that mass and energy are both but different manifestations of the same thing.”
“different of the same มันอะไรกัน พิมพ์ผิดรึเปล่าเนี่ย” ร่างสูงชะลูดหยุดก้าวเดินต่อทั้งที่ยังไม่พ้นเขตรั้วบ้านตัวเองดีนัก มือข้างที่กำเท็คบุคเล่มหนาพลิกกลับไปกลับมาหาชื่อสำนักพิมพ์อย่างเอาผิด รู้ทั้งรู้อยู่แก่ใจ ตำราตกทอดจากรุ่นพ่อเล่มนี้ไม่มีทางที่จะผิดพลาดไปได้ง่ายๆ หรือถ้ามีที่ผิดจริงก็อาจจะกลายเป็นเรื่องใหญ่โตถึงขั้นเปลี่ยนประวัติศาสตร์ พลิกโฉมวงการฟิสิกส์สมัยใหม่จากหน้ามือเป็นหลังมือได้เลยกระมัง ซึ่งนั่นก็น่าจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้าเค้าจะลืมตาดูโลกเสียด้วยซ้ำ
“ความแตกต่างที่เหมือนกัน ยิ่งอ่านยิ่งมึนแฮะ”เด็กหนุ่มยีหัวตัวเองจนฟูฟ่อง นึกค่อนขอดบุพการีในใจ ตอนถามเรื่องที่คั่งค้างจากในคลาสเมื่อวาน หนังสือปกย้อนยุคเล่มนี้ก็ถูกเสือกใสมาให้จากผู้เป็นพ่อรวดเร็วเสียยิ่งกว่าความไวเหนือเสียง แถมยังโดนคุยข่มว่าสมัยตัวเองหนุ่มอายุเท่าเขาอ่านจบจนเข้าในทะลุปรุโปร่งภายในหนึ่งเดือน
ไม่ได้แค้นเคืองที่ดูถูกกัน .....แค่ไม่ชอบความผ่ายแพ้!
ตาคู่โตไล่ไปตามตัวอักษรบนสันปกสีแดงเข้ม ตัวพิมพ์อักขระสีทองหลุดลอกกร่อนไปตามกาลเวลาแต่ยังพออ่านได้ใจความ ที่จริงไม่ต้องบอกเขาก็พอจะเดาออกอยู่หรอก วิธีการอธิบายด้วยความนัยแฝง เล่นคำ ถ้อยวลีคล้ายบทกวีมากกว่าจะเป็นบทความทฤษฎีวิชาการ จุดประสงค์คงอยากสร้างบรรยากาศให้คนอ่านนึกสนุก อ่านเพลินไม่น่าเบื่อเหมือนตำราบทเรียนทั่วไป แต่นั่นเหละสิ่งที่ชางมินนึกแขยงทุกครั้งที่ต้องหยิบผลงานของคนคนนี้ขึ้นมาใช้งาน ตัวเรื่องก็ทำความเข้าใจได้ยากเย็นอยู่แล้ว ไหนจะต้องตีความสามแง่สามง่ามพวกนั้นอีก ยุ่งวุ่นวายตายชัก
“Theory of Relativity by Albert Einstein”อ่านทวนอีกครั้งเพื่อทำใจ เขามีเวลาคลุกอยู่กับไอ้เล่มนี้อย่างน้อยๆก็หนึ่งเดือนใช่ไหม ขืนมากกว่านั้นได้โดนคุณด็อกเตอร์ชิมหยามไปสามทศวรรษแหงแซะ
“นายเป็นอัจฉริยะ หรือตัวปัญหากันแน่ ?”ว่าพึมพำขณะมองภาพรูปขาวดำพร้อมคำสรรเสริญบรรยายสรรพคุณผู้แต่งในหน้าพรีเฟจ จะว่าไปแล้วหน้าละม้ายคล้ายลุงหนวดที่ขายต๊อกโบกิหลังมหาลัยเหมือนกันแฮะ เพียงแต่หัวไม่ล้านเท่านั้นเอง
................
“What's in a name? That which we call a rose
by any other name would smell as sweet”
“อยู่ในชื่ออะไร สิ่งที่เรียกว่ากุหลาบ....อยู่ในชื่ออื่นใดก็จะมีกลิ่นหวาน เฮ้อ....มันก็ยังทะแม่งๆอยู่ดี ”
จะแปลแบบไหนให้มันเข้าใจง่ายกว่านี้อีกนิดละ
“By any other name....”ท่องซ้ำทั้งๆที่จำได้ขึ้นใจ แต่ยากจะหาคำใดมาอธิบายให้ได้ใจความ เหลือเพียงประโยคนี้ประโยคเดียวจากองค์สองซีนที่สอง แค่ซีนเดียวเท่านั้นที่เค้าต้องแปลให้ทันส่งโพรเฟสเซอร์ก่อนบ่ายวันนี้
ทั้งๆที่ความยาวมีไม่ถึงสองหน้าดี ทั้งๆที่เป็นเรื่องโปรดของศิลปินนักกวีคนโปรดที่สุดแสนจะนับถือ
“เข้าใจยากชะมัดเลย ท่านเชคส์เปียร์ส”เสียงแหบสูงคร่ำครวญใบหน้าเหยเกขณะปั่นจักรยานคันสีเหลืองคู่ใจไปหยุดอยู่หน้าบ้านหลังสุดท้ายของเขตพื้นที่ที่เค้ารับผิดชอบในวันนี้ หรือจะเรียกให้ถูก โดนบังคับให้ทำเสียมากกว่า ถ้าไม่จำเป็นจริงๆมีรึที่เค้าจะตื่นก่อนเวลาเป็นชั่วโมงแบบนี้ เพื่อทำงานที่ได้ไม่คุ้มเหนื่อยอย่างนี้....
‘จุนซู นายช่วยอีกสักครั้งเถอะนะ ครั้งสุดท้ายแล้ว คนไม่พอจริงๆ’
ครั้งสุดท้ายรอบที่สิบ !
เมื่อคืนอดนอนเพราะเร่งงาน ตอนเช้ายังต้องเร่งรีบเพราะงานอีกเหมือนกัน.......แต่เป็นงานของคนอื่น
คิมจุนซูผู้มีแต่คนต้องการ และมีแต่งานรัดตัว…
ร่างบางส่ายหัวอย่างระอาในความป๊อปปูล่าโดยไม่ตั้งใจของตัวเอง หาวหวอดแล้วเอื้อมมือหยิบม้วนหนังสือพิมพ์ที่เหลืออยู่อันเดียวในตะกร้าหน้ารถ สัญญาแน่วแน่กับตัวเองในใจ ทีหน้าทีหลังจะไม่รับโทรศัพท์ไอ้แจจุงตอนเช้าอีกแล้ว พอกันที ความจริงก็น่าเห็นใจ เพื่อนก็เพื่อนทั้งคน แต่เอ็นดูเขาเอ็นเราจะขาดเอาน่ะสิ!
“Any name would smell as sweet อืม…”เอ่ยประโยคผลลัพธ์ที่ลองลดรูปคำช่วย กำจัดคำขยายที่สละสลวย แต่ไม่สลักสำคัญต่างๆทิ้งไป อ่านง่ายได้ใจความขึ้นมาอีกนิด ทว่ายังไม่ครบถ้วนกระบวนความอยู่นั่นเอง
“จะสื่อความว่า ชื่อเสียงเรียงนาม จะเรียกว่าอะไรไม่สำคัญล่ะสินะ ......โอ้..ล้ำลึกจริงๆท่าน”ใบหน้าใสติดหวานยกยิ้มให้กับตัวเองเมื่อคิดตีความได้ใกล้เข้าถึงแก่นแท้ของบทประพันธ์ อีกนิดเดียวเท่านั้น...
มือขวายกขึ้นโยนม้วนกระดาษสีเทาเข้าไปในเขตรั้วบ้านหลังสุดท้ายอย่างเคยมือ โดยไม่ต้องเหล่มอง
ตุ้บ! เสียงกระทบเบาๆของม้วนหนังสือพิมพ์ ท่าทางจะตกลงบนพื้นอย่างที่ตั้งใจ ช่วยยืนยันว่างานพาร์ทไทม์บังคับทำครั้งนี้เสร็จสิ้นลงแล้ว คนตัวเล็กเตรียมหมุนพาหนะกลับ หมายมั่นปั้นมือจะรีบไปชาร์ทเงินกับไอ้เพื่อนตัวดีให้คุ้มค่าแรง
เพียงแต่ถ้าเสียงนั่น เป็นเสียงหล่นลงบนพื้นดินจริงอย่างที่คาดไว้เท่านั้น...
“เฮ้ย!!”
เคร้ง!
The World They Live In (그들이 사는 세상)
Kim Junsoo(김준수) & Shim Changmin(심창민)
Fiction by Shakuhashi (しゃくはし)
SCENE I. CHANGMIN’S HOUSE
“ก็บอกว่าไม่เป็นไรไงครับ”ร่างสูงกล่าวย้ำอีกครั้งพยายามไม่ใส่ใจกับสายตาหงอยๆนั่น ถ้าจะแสดงความรับผิดชอบกันจริงละก็ แทนที่จะลุกลี้ลุกลนขอโทษขอโพยอยู่อย่างนั้น มาช่วยกันเก็บไอ้เจ้าเศษขยะที่แหลกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยนี่หน่อยเถอะแม่คุณ
“แต่ว่ามัน ...ของคุณเสียหาย”คนร้ายว่าเสียงอ่อย หน้าสลดลงเหลือสองนิ้วขณะมองหน้าจอร้าวเป็นทางกับตัวเครื่องที่หักออกจากกันอย่างถาวร ร่างสูงโกยเอาเศษเล็กเศษน้อยที่เหลือใส่ถังขยะหน้าบ้าน คิ้วหนาขมวดขึงแต่ไม่ได้ว่ากล่าวอะไรมากมายนัก
“มันไม่ใช่ของใหม่อะไรหรอก ศัพท์ก็ไม่ได้อัพเดท ตกยุคไปตั้งนานแล้ว ของมือสองน่ะ”ว่าแล้วโยนก้อนถ่านอัลคาไลน์ลงถังสีดำ ถอนหายใจหนึ่งพรืดบอกลาเศษเสี้ยวทอล์คกิ่งดิกชั่นนารีรุ่นพ่อเป็นครั้งสุดท้าย
“คุณนี่ปาแม่นเหมือนกันนะ”ว่าแล้วหัวเราะแค่นในลำคอ แม่นไม่แม่นก็ลงกลางหัวเขาเต็มๆ เจ้าทอล์คกิ่งดิกอันนั้นเลยร่วงหล่นจากมือ จนต้องมีอันเป็นไปตามกฎแรงโน้มถ่วงของเซอร์นิวตันโดยสมบูรณ์
โมโหก็โมโห แต่จะโกรธ ก็โกรธไม่ลงเหมือนกัน ...ดูสิตัวสั่นไปหมดแล้ว
ริมฝีปากบางยกยิ้มอ่อนโยนให้กับคนสำนึกผิดที่ยืนหน้าซีดอยู่ตรงหน้าแล้วเริ่มก้าวช้าๆออกจากรั้วบ้าน เดินเอื่อยเรียบไปข้างถนนเส้นคุ้นเคย จงใจจากมาเงียบๆโดยไม่ถือสาหาความยกประโยชน์ให้จำเลยทุกประการ
แต่จำเลยตัวบางกลัวบาปกรรมตามรังควาญ ดื้อดึงจะรับผิดชอบอยู่นั่นเอง!
“ขอโทษจริงๆครับ ผมไม่ได้มองเอง”ร่างเล็กจูงพาหนะตามร่างสูงโปร่งที่ก้าวเดินนำหน้าเขาไปอย่างไม่รีบไม่ร้อน แต่ด้วยความต่างของช่วงขา จึงสามารถทิ้งระยะห่างได้มากอย่างไม่น่าเชื่อ
“วันนี้พี่แจจุงไปไหนซะล่ะครับ เค้าไม่ได้บอกเหรอว่าพ่อผมเค้าทำที่เสียบหนังสือพิมพ์ให้แล้ว”ใบหน้าคมเข้มหันกลับมาถามทันทีที่คนวิ่งตามไล่ขึ้นมาทันขนาบข้าง เจตนาเปลี่ยนเรื่องชวนคุยแต่ร่างบางตีความเหมาเอาเองว่าตั้งใจตำหนิตัว ส่งผลให้ใบหน้ากลมกลับสลดลงมากไปกว่าเดิม
ปากหนอปาก.... ชิมชางมินเอ้ย!
“อ๋า จริงเหรอ? มันไม่เห็นจะบอกอะไรเลย ผมก็เลย….”ว่าด้วยเสียงสูงตาจนเรียวเล็กเบิกโตขึ้น แล้วตามด้วยอาการสบถอุบเป็นภาษาดอกไม้ให้กับเพื่อนรัก
“ช่างเถอะครับ ผมไม่ได้บาดเจ็บอะไรด้วย คราวหน้าคราวหลัง สังเกตไว้บ้างก็ดีนะ คนแถวนี้ไม่ใจดีเหมือนผมทุกคนหรอกนะครับ”พูดด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริงให้อีกฝ่ายคลายกังวล ใบหน้ากลมเลยเริ่มมีสีเลือดขึ้นมาหล่อเลี้ยงหลังจากปล่อยให้ซีดจัดมาพักใหญ่
“แหะๆ คราวหลังผมจะจำไว้นะ ว่าแต่คุณรู้จักแจจุงด้วยเหรอ”หัวเราะแห้งกลบเกลื่อน แล้วรีบถามถึงบุคคลที่สามตัวปัญหา เพราะดูท่าทางคนข้างกายจะรู้จักกับเพื่อนทรพีของเค้าเป็นแน่ แต่ทำไมเค้าไม่เคยเห็นหน้าคนคนนี้เลย หน้าตาดีจัดแถมสูงเด่นซะสะดุดตาออกแบบนี้ ถ้าได้เห็นแล้วสักครั้งก็ไม่น่าจะลืมได้ง่ายๆเลยนี่นา
“ก็ไม่ได้รู้จักอะไรลึกซึ้งหรอกครับ เค้ามาส่งให้บ้านผมประจำ แล้วก็เป็นรุ่นพี่ที่มอเดียวกัน”ว่าแล้วฉีกยิ้มให้ตามประสาคนมารยาทดีอีกที ซึ่งจุนซูก็ยิ้มตอบไปแทบจะในทันทีเช่นกัน
“ถ้างั้น เราก็อยู่มอเดียวกันสิ”ขึ้นเสียงสูงถามอย่างตื่นเต้นขณะที่อีกคนได้แต่พยักหน้ารับน้อยๆ
“ก็ น่าจะเป็นอย่างนั้นนะครับ”
แจจุงเพื่อนเลิฟ เรามีเรื่องต้องเคลียร์กันเยอะซะแล้ว!
SCENE II. CLASSROOM
ปัง!!
กระแทกเป้โครมลงบนโต๊ะ เจ้าเพื่อนขี้เซาไม่ได้สะดุ้งสะท้านใบหน้าหวานยังคงซบราบแน่นิ่งอยู่บนโต๊ะเลคเชอร์ รอให้ตื่นเองไม่ไหวคนใจร้อนเลยหันมาพึ่งพลังธรรมชาติของตัวเอง ประเคนใส่แบบไม่เกรงกลัวสวัสดิภาพอวัยวะรับเสียงของเพื่อนซี้จะชำรุดบุบสลาย
“ไอ้แจ ตื่นนนนน โว้ยยยยยย”
“เออ ตื่นแล้ว”ว่างัวเงียคางเรียวยังเกยอยู่กับโต๊ะหนา ฝ่ามือสองข้างยกขึ้นปกป้องแก้วหูที่เต้นระริกอยู่ข้างใน คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่น ขณะที่ตาคู่โตยังคงปิดสนิท กริยาที่ขัดกับคำพูดของเพื่อนรักไม่ได้ทำให้จุนซูเสียความตั้งใจที่จะพ่นสิ่งที่อัดแน่นอยู่ในอกออกมา
“แจ ท่านอีรอสมาเยื่อนแต่เช้าเลยอ่ะ ยังไม่ทันได้ตั้งตัวเลย”ว่าด้วยเสียงเคลิ้มฝันประหนึ่งตกอยู่ในภวังค์ ร่างทีเหลือแต่วิญญาณจิตใจลอยล่องไปกับหนุ่มร่างสูงคนนั้นฟุบหน้าลงกับโต๊ะวางคางลงข้างๆร่างบางอีกคนที่แสร้งทำเป็นหลับต่อไปอย่างไม่สนใจ
ทำไมน่ะเหรอ?
รู้สึกท่านเทพอิรอสนี่(คิวปิด)จะขยันมาเยือนเพื่อนของเค้าอยู่ทุกเดือนเลยน่ะสิ!
“แจจุง แกฟังที่ชั้นพูดรึเปล่า”ถามเสียงอ่อย
“เออ”
“แจจุง คราวนี้น่ะ Love at first sight เลยล่ะ”
“เออ”
“แจจุง แกต้องช่วยฉันน้า”
“ไม่!”
“เฮ้ย ไอ้แจ ไหงงั้นเล่า ลุกขึ้นมาพูดกันรู้เรื่องเซ่!”วีนไม่วีนเปล่า ดึงทึ้งเสื้อเพื่อนตัวบางฟาดเอาฟาดเอาแบบไม่เกรงใจ คนถูกโวยจำใจต้องลืมตาตื่นด้วยเกรงจะหลังเดาะไปเสียก่อน คนคุ้มคลั่งเพราะรักจุกอกเห็นเพื่อนตื่นขึ้นเต็มตาจึงวาดยิ้มให้เสียซะหวานเยิ้ม
“แจจุงงงงงงง”
ยิ้มไม่ยิ้มเปล่าลากเสียงเรียกเสียหวานไม่แพ้รอยยิ้มเรียกเอารูขุมขนบนต้นคอแจจุงลุกเกรียว
“ใครอีกละคราวนี้ Love at first sight ของแก”เค้นเสียงถามอย่างเสียมิได้
แล้วเท่าที่จำได้รู้สึกว่าจะมีหลายเฟิร์สเหลือเกินด้วยนะ!
“เอ่อ ฉันก็ไม่รู้ยังไม่ได้ถามชื่อกันเลย มัวแต่ตื่นเต้นอ่ะ แต่แกต้องรู้จักแน่ๆเลย”ว่าด้วยเสียงมีความหวังทำเอาแจจุงถอนใจหลายพรืด ใครเป็นผู้โชคร้ายครั้งนี้กันนะ
“เด็กคนนั้นไง ที่อยู่บ้านหลังสุดท้ายในซอยที่ชั้นไปส่งหนังสือพิมพ์ให้แกวันนี้ไง แจจุงแกรู้จักใช่มั้ยๆ”พูดเสียรัวจับใจความแทบไม่ทัน สองมือเขย่าแขนเพื่อนแกว่งไปมาเหมือนเด็กน้อยอ้อนซื้อของเล่น แจจุงขมวดคิ้วเรียวอย่างใช้ความคิด
“คนไหนล่ะ บ้านนั้นมีลูกสามคนนี่ ลูกสาวสองคนยังอยู่มอต้นอยู่เลยนะเว้ย”แจจุงถามเพื่อนรักด้วยน้ำเสียงตื่นๆ รู้เต็มอกว่าเพื่อนชอบคนอ่อนกว่า แต่นี่มัน…
“ไอ้บ้า ไอ้แจจุงถึงจะชอบกินเด็กแต่ฉันไม่ใช่โลลิค่อนนะเว้ย คนโตสิคนโตน่ะ คนที่ตัวสูงๆอ่ะ”กระชากเสียงตอบเพื่อนแล้วช่วยไขความกระจ่าง อยู่ดีไม่ว่าดีจะประเคนคุกให้เค้าเสียอย่างนั้น
“อ๋อ ชางมิน เด็กวิทยา ปีสอง”ตอบเพื่อนอย่างระอา ความต่างในวัยวุฒิเท่ากับ1ปี ไม่มีทางหยุดเพื่อนเค้าได้อยู่แล้ว
“ชางมิน ชางมิน”ริมฝีปากสีสดพร่ำเรียกชื่อหนุ่มน้ำใจงาม ยิ้มเก่งที่บังเอิญได้เจอเมื่อเช้า ไม่ว่าจะเป็นโชคชะตาเล่นตลก พรมลิขิตดลบันดาล หรือสวรรค์นำพา แต่รอยยิ้มใจดีนั้นก็กระชากใจเค้าไปเต็มๆ
“จุนซู เด็กคนนั้น เป็นเด็กดีนะ หัวดี เรียนเก่ง มารยาทดี นิสัยก็ดี”แจจุงพยายามเรียกสติเพื่อนกลับมาทั้งที่เห็นได้ชัดว่าความหวังริบรี่เต็มที
“ชางมิน เทวดา มิน่าล่ะ.... ”
เมื่อเห็นว่าเพื่อนร่างเล็กไม่มีทีท่าจะตื่นจากห้วงแห่งรักเป็นแน่แท้ สองมือขาวจัดจึงยกขึ้นทาบไปบนสองแก้มของคนข้างกายบังคับให้คนโดนพิษรักเล่นงานตั้งใจฟังคำตัดสินใจของตัวเอง
“ฉันพูดจริงนะ แกไม่เหมาะกับเค้าหรอก ปล่อยน้องเค้าไปเหอะ ขอร้องล่ะ”
“แล้วฉันมันไม่ดีตรงไหนว่ะ”
“ตรงที่เมื่อเดือนก่อนแกก็พูดกับฉันแบบนี้ไงเล่า ”
“แต่คราวนี้ฉันเอาจริงนะ”
“เออ แล้วจะคอยดู”ว่าแล้วเหวี่ยงเป้ขึ้นบ่าลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
“อ้าวแล้วจะไปไหนล่ะแจจุงอ่า”ถามเพื่อนรักที่ตั้งท่าเดินหนีด้วยน้ำเสียงหงอยๆ
“หาที่เงียบๆปั่นงาน แล้วไม่ต้องตามมาเลยนะ มีนายมาแว้ดอยู่ข้างๆฉันแต่งไม่ออก”บอกเสียงเรียบทิ้งท้ายแบบไม่มีการเกรงใจเพื่อนตัวเล็กแม้แต่น้อยนิดแล้วสาวเท้าก้าวฉับๆจากมาโดยไม่เหลียวหลังให้เสียเวล่ำเวลา
SCENE III. LIBRARY
เมื่อเพื่อนหน้าสวยแต่ใจกลับดำผิดหน้าตาเดินหายลับสายตาไปแล้ว จุนซูก็ตรงดิ่งออกมาจากห้องทันทีเช่นกัน ร่างเล็กเดินอ้อยอิ่ง เตร็ดเตร่ไปเรื่อยไม่มีจุดหมาย ด้วยความที่ช่วงเช้าไม่มีชั่วโมงเรียนเลยตั้งใจจะหาที่เหมาะๆทำงานที่คั่งค้างให้เสร็จไปเสียที สถานที่แรกที่นึกออกก็คือม้าหินอ่อนใต้ร่มไม้หน้าคณะของตัวเอง จุนซูมองเห็นจากระยะไกลได้เลยว่ามีคนจับจองก่อนหน้าเค้าจะมาถึงเสียแล้ว
“อ้าว ไอ้แจนี่”พึมพำออกมาเสียงอ่อย คนสองคนที่นั่งอยู่ที่ประจำของพวกเค้าหนึ่งในนั้นคือคนที่ประกาศกร้าวไว้ว่าอย่าตามไปกวนใจเด็ดขาด
“ขี้โกง ทียุนโฮไม่เห็นจะว่าอะไร”พูดประชดเพื่อนตัวบางอย่างน้อยเนื้อต่ำใจมองสองร่างที่นั่งกันอยู่คนละมุมโต๊ะหิน ต่างคนต่างนิ่งเงียบจดจ่ออยู่กับงานตรงหน้าของตัวเอง จุนซูถอนหายใจพรืดแล้วหันหลังกลับ
ไม่ง้อก็ได้ ไอ้พวกใจร้าย!
ร่างเล็กสาวเท้าจากมาอย่างเงียบเชียบ ตัดสินใจไม่เข้าไปรบกวนการทำงานของเพื่อนรักตามคำขอ ก้าวฉับๆอย่างรวดเร็วจนมาหยุดอยู่ณ.สถานที่ที่นึกถึงเป็นลำดับที่สอง ถ้าจะหาที่ทำงานเงียบๆก็ต้องที่นี่เหละ
ห้องสมุด!
จุนซูหยุดชะงักเล็กน้อยหลังจากผลักประตูบานใหญ่เข้าไป นึกแปลกใจกับบรรยากาศผิดแผกไปจากที่คุ้นชิน ชั้นหนังสือเพิ่มขึ้นจากเดิมหลายแถว โต๊ะนั่งน้อยลงกว่าเดิมนิดหน่อย ทำให้ห้องที่เคยดูโล่งโอ่โถงกลับแน่นขนัดผิดหูผิดตา
ร่างเล็กทรุดนั่งลงบนโต๊ะว่างตัวหนึ่งที่เพิ่งพบ หลังจากเดินวนหามาแล้วไม่ต่ำกว่าสามรอบ!
“คนเยอะกว่าตลาดนัดอีกให้ตาย!”สบถเบาๆขณะหยิบเปเปอร์ชีทและอุปกรณ์การเขียนออกมาจากเป้สะพาย โชคดีที่เค้าตาไวเห็นโต๊ะเล็กๆหลังชั้นหนังสืออันหนึ่ง น่าจะเป็นโต๊ะตัวเดียวที่เหลือรอดจากการรุกรานของตู้หนังสือใหม่ๆพวกนั้น
ห้องหนึ่งห้องที่แออัดไปด้วยผู้คน แต่กลับเงียบเชียบ เงียบสนิทแม้เสียงถอนหายใจแรงๆทีเดียวก็คล้ายกับว่าจะได้ยินถึงอีกหนึ่งฝากฝั่งห้อง ชั้นหนังสือสูงตั้งเรียงรายกันเป็นแผงมองคล้ายกำแพงทะมึนตั้งตระง่านทับซ้อนกันอยู่นั้น จุนซูไม่เคยคิดว่าที่นี่จะเหมาะแก่การอ่านหนังสือสักนิด บรรยากาศกดดันที่คล้ายถูกคนรอบข้างจับตามอง แล้วเค้าจะเอาสมาธิเอาจินตนาการจากไหนมาเรียบเรียงบทความกันเล่า!
นับว่ายังโชคดีที่มีหน้าต่างบานใหญ่ข้างตัว กระจกบานใสสามารถมองเห็นยอดไม้ใบเขียวชอุ่มในสวนหลังตึก ร่างเล็กยิ้มพรายด้วยใจชื้น ผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อยไม่เช่นนั้นคนเอคทีพจัดอย่างเขาคงได้ลุกขึ้นยืนบนโต๊ะแล้วร้องตะโกนว่า ‘ช่วยพูดอะไรกันหน่อยได้มั้ย?’ ออกไปแล้ว
โดยธรรมชาติของนักศึกษาเอกวรรณกรรม ห้องสมุดน่าจะเปรียบเสมือนขุมทรัพย์ เป็นที่สามารถจะศึกษางานประพันธ์มากมายหลายร้อยเล่มที่เรียงรายอยู่บนชั้นวาง เพิ่มพูนความรู้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้กับตัวเอง
แต่ไม่ใช่กับจุนซู ถ้านึกที่อื่นออกละก็เค้าจะไม่มาที่นี่เด็ดขาด!
“นั่งด้วยคนนะครับ”
ร่างสูงที่ทิ้งตัวลงนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม ทำเอาคนเกลียดห้องสมุดเหลือใจ ต้องนึกขอบคุณที่วันนี้เลือกมาสถานที่เลี่ยงได้เป็นเลี่ยง ห่างได้เป็นห่าง แต่ไม่รู้มีอะไรดลจิตดลใจวันนี้ถึงได้ย่างกรายมาเยือน
พรมลิขิต?
“ใกล้จะสอบ ที่นั่งในนี้หายากกว่าทองซะอีก”ว่าแล้วยิ้มให้เสียงกว้าง รอยยิ้มที่ทำเอาคนมาก่อนได้แต่นั่งนิ่งๆ ด้วยนึกแปลกใจที่คันศรของท่านเทพอีรอสแห่งการพบรักทำงานได้ประสิทธิภาพรวดเร็วเสียยิ่งกว่าเว็ปไซต์หาคู่ในอินเตอร์เน็ตด้วยซ้ำ
“ผมไม่รบกวนหรอกครับ”คนมาใหม่ย้ำเสียงสูงเพราะตีความเอาความเงียบของร่างเล็กเป็นว่าเขามารบกวนความเป็นส่วนตัวไปเสียอย่างนั้น
“อะเอ่อ ไม่เป็นไรครับๆ เชิญเลย”ว่าตะกุกตะกักลมหายใจสะดุดไปตามจังหวะการกระตุ้นของหัวใจ พูดเสร็จก็รีบก้มหน้าก้มตาทำทีเป็นสนใจกับงานที่คั่งค้างตรงหน้า ทั้งที่ใจจริงเตลิดไปไกลโข
เมื่อจิตใจไม่ได้จดจ่อกับงานตัวเองดวงตาก็เลยไม่ได้จับจ้องที่หน้ากระดาษข้างหน้ามากมายนัก ถือโอกาสลอบมองใบหน้าของคนอีกฝากอย่างถี่ถ้วน โครงหน้าได้รูป จมูกโด่งเชิดขึ้นนิดๆนั้นรับกันได้ดีกับริมฝีปากบางที่จุนซูรู้แล้วว่าเวลาแย้มยิ้มทำได้น่าหลงใหลเพียงใด ยังไม่นับคิ้วหนากับตาสีนิลดวงโตที่ส่งใบหน้าที่ราวกับเทพเจ้าปั้นมานี้ให้ดูสื่อบริสุทธิ์ขึ้นไปอีก
ฉับพลันเจ้าของใบหน้าเหลือบตาขึ้นมอง เมื่อเห็นว่าตัวเองโดนจดจ้องร่างสูงไม่ได้แสดงกริยาอะไรมากไปกว่าฉีกยิ้มพิฆาตให้แล้วกลับไปสนใจหนังสือเล่มหนาต่อแทบจะในทันที
ชางมิน นายจะยิ้มบ่อยเกินไปแล้ว!
ไม่ได้การ เห็นทีงานนี้ต้องโดนหักคะแนนเพราะงานเสร็จไม่ทันแหง
คิดได้ดังนั้นทั้งๆที่รู้ว่าทำได้ยากยิ่ง แต่ร่างเล็กก็จำต้องพยายามรวบรวมสมาธิและจิตใจที่เตลิดเปิดเปิงให้กลับไปสนใจงานที่กองอยู่ตรงหน้าให้ได้
“different manifestations…”
คำศัพท์แปลกหูหลุดออกมาเบาๆจากปากของผู้มาใหม่ ไม่ได้ตั้งใจแอบฟังแต่ด้วยความที่นั่งใกล้กันซะจนชีทปึกบางของจุนซูและหนังสือเล่มหนาของร่างสูงแนบชิดจนแทบจะเกยกันอยู่บนโต๊ะตัวเล็กนี้ ร่างเล็กจากที่มีสมาธิอยู่กับงานตัวเองเพียงน้อยนิดอดไม่ได้ที่จะสอดส่ายสายตาไปมองหน้ากระดาษของคนอีกฝากอย่างสนใจ
ทนมองได้ไม่เกินสามวินาที จุนซูก็เบนสายตากลับมาอย่างรวดเร็วด้วยเกรงว่าลมปราณจะตีกลับไปเสียก่อน ตัวหนังสือภาษาต่างประเทศเรียงบรรทัดติดกันเป็นปื้น ศัพท์แต่ละคำแปลออกไม่เกิน30% ด้วยซ้ำ ไหนจะสมการที่มีแต่อักขระพิเศษยาวเป็นหางว่าวนั่นอีกเล่า
อ่านเข้าไปได้ยังไงกัน?
เหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางหลัง จุนซูนึกถึงคำพูดเพื่อนใจดำของเค้าขึ้นมาจับใจ ที่บอกว่าไม่เหมาะกับเค้าเพราะแตกต่างกันจนเหมือนอยู่กันคนละโลกอย่างนี้หรือเปล่า
ตัดใจซะตั้งแต่ตอนนี้จะทันไหมเนี่ย?
“เอ่อถ้ายังไง จะใช้ไอ้นี่ก็ได้นะ”จุนซุเอ่ยขึ้นเบาๆหยิบทอล์คกิ้งดิกชันนารีของตัวเองยื่นให้ด้วยความหวังดี คนตรงหน้าคลายคิ้วเข้มที่ขมวดขึงออกแล้วว่า
“คุณไม่ใช้หรือครับ?”เจ้าของน้ำเสียงโทนสูงทว่าฟังรื่นหูเอ่ยอย่างเกรงใจ
“ผมเหลือแค่ไม่กี่บรรทัดก็เสร็จแล้ว ถือเสียว่าผมไถ่โทษที่ทำของคุณพังแล้วกัน”
“งั้นผมขอยืมก็แล้วกันครับ กำลังติดพอดีเลย”
รับไปด้วยรอยยิ้มดีใจแล้วเปิดใช้งานในทันที สีหน้าตั้งอกตั้งใจของอีกฝ่ายทำเอาจุนซูเผลอมองอยู่เป็นนานสองนาน พอนึกขึ้นได้ว่างานตัวเองยังค้างเติ่งไม่คืบหน้าแม้แต่น้อยนิดจึงต้องเรียกสติตัวเองไปอยู่กับบทกวีตรงหน้าเช่นเดิม
บทประพันธ์ชื่อก้องโลกที่เรียงร้อยเป็นถ้อยคำสละสลวย คำศัพท์เรียบง่ายแต่ให้ความรู้สึกที่ซับซ้อนไม่น้อยไปกว่าสมการสมมุติฐานในตำราของคนอีกฝากเลยสักนิด
‘What's in a name? That which we call a rose by any other name would smell as sweet.’
“กุหลาบก็คือกุหลาบสินะ”
“ว่าไงนะครับ”เด็กหนุ่มร่วมโต๊ะถามอย่างสงสัย เพราะนั่งกันอยู่แค่สองคนจุนซูน่าจะพูดกับเขาไม่ใช่หรือ?
“อ่า”ร่างเล็กกัดริมฝีปากล่างแน่น สบถดังไปนิดเดียวเท่านั้นเอง ถึงได้บอกไงว่าเกลียดที่สุดห้องสมุดเนี่ย!
“บทประพันธ์น่ะครับ ‘ชื่อนั้นสำคัญไฉน ถูกเรียกขานด้วยชื่ออื่นใด กุหลาบงามนั้นไซร้คงหอมหวานอยู่ปานกัน’”ไหนๆก็ไหนๆ ร่างเล็กปล่อยตามเลยท่องบทกวีที่แปลออกมาได้ แต่ยังไม่สามารถถอดความเป็นภาษาที่เข้าใจได้ในทันที ผลก็คือร่างสูงข้างหน้าเคียงคอลงเป็นมุม60องศามองเค้าตาไม่กระพริบ
“หมายความว่า?”คนไม่ค่อยถูกโฉลกกับมิติแห่งภาษาถามกลับมาอย่างสนใจใคร่รู้
“อ่า ผมก็ยังไม่ค่อยจะเก็ทสักเท่าไร่ รู้แต่ว่า กุหลาบก็คือกุหลาบ แต่มันน่าจะมีอะไรมากกว่านั้น เช็คส์เปียส์เก่งเรื่องใช้สัญลักษณ์แทนความหมาย มันน่าจะมีอะไรลึกซึ้งกว่านี้”จุนซูเอ่ยเสียยืดยาวแต่คนความจำดีตามเก็บได้ครบทุกรายละเอียด ที่เค้าสนใจไม่ใช่อีตาเช็คส์เปียร์อะไรนั่น กุหลาบกับสัญลักษณ์นี่ คุ้นๆเหมือนคับคล้ายคับคลาอย่างไรพิกล
“ชื่อเหรอ เมื่อกี้คุณว่าถูกเรียกขานด้วยชื่ออื่นใด อ่ะ! different of the same thing”เจ้าของริมฝีปากบางเอื่อนเอ่ยใจความที่ถูกรวมเข้าด้วยกันแล้วดีดนิ้วดังเปาะ จุนซูเงยหน้าขึ้นมองอย่างประหลาดใจ
“อย่างนี้เอง มันไม่สำคัญเลย ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะไหน พลังงานและมวลสารเป็นสิ่งเดียวกัน แค่แสดงออกมาในภาวะต่างๆ กันเท่านั้นเอง”สิ้นคำกล่าวที่แสนตื่นเต้นจากชางมิน ร่างเล็กยิ่งเบิกตาโตงงหนักเข้าไปใหญ่
มวลสาร พลังงาน สถานะ อะไรก๊าน???
“ชื่อแตกต่าง เพราะมองคนละมุม ความจริงแล้วคือสิ่งเดียวกัน ของสิ่งเดียวกัน ใช้สัญลักษณ์เดียวกัน” ร่างสูงพยายามอธิบายด้วยถ้อยคำแบบธรรมดาสามัญไห้อีกคนตามความคิดได้ทัน
“สิ่งเดียวกัน.... any other name ”คราวนี้เป็นจุนซูบ้างที่อุทานเสียดังลั่น ร่างเล็กคว้าเปเปอร์ชีทไล่ดูบทกวีทีละประโยคด้วยความเร็วที่ใกล้เคียงกับสเกนเนอร์ ครู่เดียวก็ฉีกยิ้มกว้างจนตาเรียวเล็กดันขึ้นเป็นขีดส่งกลับไปให้คนที่อยู่อีกด้านโต๊ะ
“ชางมิน นายมันอัจริยะจริงๆเลย”เผลอตัวเรียกชื่อพร้อมสรรพนามที่เปลี่ยนไปทำเอาหนุ่มรุ่นน้องเลิกคิ้วสูงอย่างนึกสงสัย แต่ก่อนที่จะทันได้ถามอะไรร่างเล็กกลับชิงพูดออกมาก่อนด้วยร้อนใจ
“กุหลาบเป็นสัญลักษณ์ แทนความรัก ความรักของจูเลียตคือโรมิโอ จูเลียตแค่ต้องการสื่อว่าเธอไม่สนใจเลยที่โรมิโอนามสกุลมอนตาคิว ถึงเป็นศัตรู แต่รักก็คือรัก เหมือนกุหลาบก็ยังเป็นกุหลาบ ถูกเรียกด้วยชื่ออะไรก็ยังหอม”พูดอธิบายรวดเร็วแบบม้วนเดียวจบไม่ทันให้คนที่นั่งอ้าปากค้างแทรกอะไรขึ้นมาได้แม้แต่คำเดียว
“นั่นเหละความหมายของประโยคที่นายถามไง เข้าใจรึยัง?”แถมยังมีน้ำใจถามกลับมาอีก คนฟังได้แต่กลืนความสงสัยกลับลงคอ
“ก็พอจะเข้าใจครับ”ตอบกลับอย่างเอาใจร่างเล็กสุดๆแล้ว ความจริงชางมินอยากถามเหลือเกินว่า
มอนตาคิว โรมิโอ และกุหลาบ นี่มันโยงหากันด้วยสูตรอะไรหนอ?
“นักศึกษาค่ะ ที่นี่ไม่ใช่ที่นั่งคุยกันนะค่ะ เบาเสียงหน่อยได้ไหม รบกวนคนอื่นเขา!”
น้ำเสียงเย็นเหยียบของอาจารย์บรรนารักษ์ร่างเล็ก ที่ไม่ทราบว่าท่านได้ยืนเท้าสะเอวค้ำโต๊ะทั้งสองอยู่นานขนาดไหนแล้วถึงได้ตวาดลั่นอย่างเหลืออดไปอย่างนั้น แต่จะว่าไปตอนนี้คนเกือบครึ่งห้องดูจะละความสนใจจากหนังสือของตัวเองมามองพวกเค้าเป็นตาเดียวแล้วเช่นกัน ตัวก่อกวนความสงบทั้งสองจะทำอย่างไรได้นอกจากกุลีกุจอเก็บข้าวเก็บของย้ายที่หนีคดีกันจ้าละวั่น
“ขอโทษครับ ผมเสร็จธุระพอดี ขอตัวล่ะครับอาจารย์”ร่างเล็กเก็บของเสร็จแล้วบอกลาท่านอาจารย์ที่ปั้นหน้าคล้ายราชินียักษีเข้าไปทุกที
“ขอโทษครับ”ร่างสูงอีกคนกล่าวขอโทษแล้วโค้งให้อย่างจริงใจทำเอาผู้ใหญ่ที่ปั้นหน้าเคร่งคลายความโกรธลงได้โข ยิ้มให้อีกครั้งแล้วสาวเท้าก้าวยาวๆตามคนตัวเล็กที่จ้ำพรวดๆนำออกไปก่อนหน้าสักพักหนึ่งแล้ว
“คุณ คุณครับรอเดี๋ยว”พอพ้นเขตอันตรายร่างสูงตะโกนเรียกจุนซูที่หวุดหวิดจะหายลับไปกับผู้คนที่ขวักไขว่บนทางเดินอยู่แล้ว แต่กระนั้นดูท่าทางร่างเล็กไม่ได้สนใจจะหันกลับมาเอาเสียเลย
ไม่ใช่ไม่ได้ยิน ไม่ใช่ไม่สนใจ แต่ไม่อยากต่อสัมพันธ์อะไรให้ยืดเยื้อจนเกินไป ขืนอยู่นานไปกว่านี้ละก็ คิมจุนซูเป็นเพียงมนุษย์ผู้ต่ำต้อยจะไปต้านทานคำสาปแห่งคันศรของเทพอิรอสได้ละหรือ
“คุณครับ”คราวนี้เสียงตะโกนเรียกดังขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย น้ำเสียงฟังดูร้อนรนชอบกลแต่ร่างเล็กยังทำใจแข็งก้าวฉับๆเดินต่อไป นึกขุ่นเคืองใจอยู่ครามครัน
คุณๆๆ จะเรียกคุณไปถึงเมื่อไร่ นั่งอยู่กันตั้งนานสองนาน ไม่คิดจะถามชื่อแล้วจะตามมาทำไมกันนะ บ้าจริง!
โอเค ต่างคนต่างไปตรงนี้เลยแล้วกัน!
“คุณจุนซู!”
ร่างเล็กชะงักกึก หยุดเคลื่อนไหวนิ่งสนิทเหมือนกดปุ่มPAUSE ร่างสูงตัวการที่กดรีโมทสั่งหยุดเมื่อครู่วิ่งเยาะๆอ้อมมาหยุดอยู่ด้านหน้า มือข้างหนึ่งยันเข่าหายใจหอบตัวโยน
“คุณเดินไวเป็นบ้าเลย”กล่าวโทษแล้วยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ผุดออกมาอย่างรวดเร็วเพราะวิ่งฝ่าอากาศร้อนอบอ้าวในเวลาใกล้เที่ยง ร่างสูงหยิบสิ่งที่จุนซุแน่ใจว่าไม่ใช่รีโมทคอนโทรลยื่นให้
ทอล์คกิ้งดิก!
“ขอบคุณที่ให้ยืมครับ ช่วยได้เยอะเลย แต่ความจริงคุณต่างหากที่ช่วยผมไว้ ไม่งั้นได้มึนไปอีกพักใหญ่เลย”
“คุณรู้ชื่อผมได้ไง”
“ทีคุณยังรู้ชื่อผมได้เลย”ว่าแล้วอมยิ้มเจ้าเล่ห์ให้ร่างเล็กที่เริ่มหายใจไม่ทั่วท้อง หัวใจบ้าจะเต้นแรงทำไม เค้าแค่เอาของมาคืนแล้วบังเอิญรู้ชื่อเขาแค่นั้นเอง
แต่...อย่ามองชั้นด้วยสายตาแบบนั้นขอร้อง!
“ผมไม่ได้ตั้งใจแอบดูหรอกครับ ขอโทษถ้าคุณไม่ชอบใจ” เมื่อชางมินเห็นทีท่าขมึงทึงของร่างเล็กจำต้องรีบเฉลยก่อนจะเกิดเหตุทำให้คลางแคลงใจกันขึ้นมา เปิดอุปกรณ์หาศัพท์เครื่องเล็กออก และทันทีที่กดปุ่มพาวเวอร์ หน้าโปรไฟล์ของเจ้าของก็โชว์หราขึ้นมา ไม่ได้ระบุแค่ชื่ออย่างเดียว กรุ๊ปเลือด คณะเรียน เบอร์โทร ที่อยู่ มีครบถ้วน ละเอียดเสียยิ่งกว่ายื่นนามบัตรให้ด้วยซ้ำ
“เดี๋ยวเถอะ นี่ชั้นเป็นรุ่นพี่นายนะ”ในเมื่อรู้ประวัติกันหมดไส้หมดพุงก็เอามาใช้ขู่ไปเลยจะได้ไม่เสียหน้าฟรีๆ ชักมั่นไส้ไอ้เด็กหน้าหล่อนี่ซะแล้วสิ!
“ขอโทษครับรุ่นพี่”ว่าเสร็จแล้วค้อมตัวลงเล็กน้อยรอยยิ้มเล็กๆปรากฎขึ้นพร่างพรายบนใบหน้า ทำเอาอีกคนร้อนรนยิ่งกว่าเก่า
“ขอบคุณที่ให้ยืมครับ”
“นายเอาไปใช้ก่อนเหอะ ชั้นยังไม่จำเป็นต้องใช้”
“เอางั้นเหรอจุนซู”พอเอาเข้าจริงๆไอ้สรรพนามแสดงลำดับอาวุโสกลับหายไปเสียสิ้น
“ต้องย้ำอีกทีมั้ย ชั้นเป็นรุ่...”
“ชื่อนั้นสำคัญไฉน ถูกเรียกขานด้วยชื่ออื่นใด กุหลาบงามนั้นไซร้คงหอมหวานอยู่ปานกัน”ท่องบทประพันธ์ที่จำได้ติดใจแล้วยิ้มกว้างให้คนที่ยืนแก้มซับสีแดงสุกปลั่งอยู่ตรงหน้า
“งั้นก็ตามใจ”
ไม่เห็นประโยชน์จะต่อล้อต่อเถียงอันใด
ร่างเล็กกล่าวเสียงอ่อนลงด้วยทอดถอนใจ
ทั้งสองบอกลาแล้วแยกจากกันไป
ต่างฝ่ายคะนึงแน่วแน่รอการพานพบครั้งใหม่
อุบัติขึ้นเมื่อไรสองดวงใจจักเคียงใกล้กันอีกครา
End of ACT I
----------------------------------------------------------------------------------
TBC ACT II